ฝึกโยคะลดบั้นท้ายแบบเร่งด่วน

คุณสาวๆ ทั้งหลายที่มัวแต่นั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่กับโต๊ะของตัวเอง จนก้นใหญ่ บั้นท้ายย้อยกันเป็นแถว เพราะนั่งทำงานนานๆ และไม่มีเวลาออกกำลังกาย วันนี้เรามีท่าโยคะเพื่อใช้ในการออกกำลังกายลดบั้นท้ายมาฝากคุณสาวๆ กันค่ะ

5.

รีวิวเครื่องสำอาง รีวิว skinfood สกินฟู้ด – www.molykorea.com

รีวิวเครื่องสำอาง รีวิว skinfood สกินฟู้ด - เครื่องสำอางเกาหลี molykorea.com

  1. ท่ายืนขาเดียวตัว T ให้คุณยืนตัวตรง แขนแนบลำตัว ย่อเข่าซ้ายเล็กน้อย แล้วค่อยๆ ยกขาขวาขึ้น พยายามเหยียดเป็นแนวเส้นตรงขนานกับสะโพก จากนั้นให้พนมมือแล้วเหยียดแขนขึ้นขนานกับศีรษะ แขนแนบชิดกับใบหู และลำตัว ค้างท่านี้ไว้ 3-5 ลมหายใจ กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ในท่ายืนตรง แล้วทำสลับข้างกัน เป็นท่าโยคะที่สามารถบริหารได้ทั้งส่วนแขน ลำตัว และขา ซึ่งสามารถกระชับสัดส่วนช่วงไหล่ แขน สะโพก และก้นของคุณได้อย่างดีค่ะ
  2. โยคะท่า GODDESS เป็นท่าที่กางขาทั้งสองข้างออกกว้างๆ ในลักษณะย่อตัวลง ตั้งตัวให้ตรงและพนมมือแนบอก ซึ่งถ้าหากทำท่านี้ได้นาน 1 นาทีหรือมากกว่านั้น จะช่วยกล้ามเนื้อให้เผาผลาญพลังงานส่วนเกินได้ดี โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่แขน สะโพกและบั้นท้าย
  3. ท่านักรบ ให้คุณยืนตรง เท้าชิดกัน เหยียดเข่าให้ตึง แยกเท้าออกให้กว้างประมาณ 3-4 ฟุต กางแขนออกขนานกับพื้น หมุนเท้าซ้ายไปทางซ้าย 90 องศา ส่วนเท้าขวาเฉียงมาทางซ้ายเล็กน้อย งอเข่าซ้ายลงจนสะโพกซ้ายอยู่ในระดับเข่าซ้าย และส้นเท้าซ้ายอยู่ในแนวเดียวกันในแนวดิ่ง ขาขวาตึง เหยียดแขนซ้ายไปทางซ้าย แขนขวาไปทางขวา ค้างไว้ประมาณ 30 วินาที แล้วสลับข้างทำท่าเดิมอีกครั้ง

โยคะทั้ง 3 ท่านี้เป็นท่ายอดนิยมที่สามารถกระชับสัดส่วนสำคัญในร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นก็คือ หัวไหล่ ต้นขา และน่อง อีกทั้งยังช่วยกระชับหน้าท้องให้เรียบแบน และแก้อาการปวดหลังได้ดีอีกด้วยค่ะ

Save

Save

มาฝึกโยคะเพื่อลดสะโพกกันดีกว่า

สำหรับสาวๆ ทั้งหลายที่ทำงานในสำนักงานหรือออฟฟิศต่างๆ นั้น ได้แต่นั่งติดอยู่กับเก้าอี้หรือโต๊ะทำงานอยู่ตลอดทั้งวัน ท ทำให้บั้นท้ายหรือสะโพกมีขนาดใหญ่ขึ้น วันนี้เรามีท่าโยคะเพื่อลดสะโพกให้เล็กและกระชับขึ้นมาฝากกันค่ะ

4.

  1. ท่าตรีโกณหมุนกลับ ให้คุณยืนตัวตรง แล้วก้าวเท้าขวาไปด้านหลัง ทำมุมประมาณ 90 องศา ให้ฝ่าเท้าซ้ายอยู่กึ่งกลางฝ่าเท้าขวา ลำตัวช่วงบนอยู่ศูนย์กลาง ให้ช่วงเข่าจนถึงปลายเท้าเป็นเส้นขนาน จากนั้นเหยียดแขนให้ขนานกับหัวไหล่ มือขวาวางพื้นขนานกับ ฝ่าเท้าซ้าย มือซ้ายเหยียดขึ้นขนานหัวไหล่ ตามองขึ้นข้างบน ยายามให้น้ำหนักลงที่ฝ่าเท้าทั้งสองมากกว่าฝ่ามือขวา แล้วค้างท่าไว้ 3-5 ลมหายใจ แล้วกลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ในท่ายืนตรง แล้วทำสลับข้าง ท่านี้จะเน้นการยืดตัวตรง และบังคับให้ส่วนสะโพกอยู่ทิศทางเดียวกับแผ่นหลัง ซึ่งจะช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อส่วนบั้นท้ายได้เป็นอย่างดีค่ะ
  2. ท่าสะพานโค้ง ให้คุณนอนหงายราบไปกับพื้น แล้วชันเข่าขึ้น แยกเท้าห่างเท่ากับความกว้างของสะโพก แขนวางแนบลำตัว ค่อยๆ ยกสะโพกขึ้นจนก้นอยู่ระดับเดียวกับหัวเข่า ยกหน้าอกให้อยู่เหนือไหล่ ค้างไว้สักครู่ แล้วค่อยๆ ผ่อนลง กลับสู่ท่าเริ่มต้น ท่าสะพานโค้งเป็นท่าที่ทำแล้วจะรู้สึกผ่อนคลายมาก เนื่องจากช่วยยืดกล้ามเนื้อร่างกายได้เกือบทุกสัดส่วน อีกทั้งยังสามารถช่วยเผาผลาญไขมันในร่างกายได้อีกด้วยค่ะ

สาวๆ ที่อยากมีสะโพกเล็ก กระชับขึ้น อย่าลืมนำไปปฏิบัติกันนะคะ อย่าลืมว่าในวันแรกๆ ของการฝึก ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ อย่าฝืน และอย่าหักโหม ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไปดีกว่าค่ะ

ท่าโยคะลดบั้นท้าย

สาวๆ ออฟฟิศทั้งหลาย ที่ต้องนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน ต้องเจอกับปัญหาเรื่องสัดส่วนบั้นท้ายที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ พอส่องกระจกทีไรก็รู้สึกกลุ้มใจทุกที แล้วอย่างนี้จะออกกำลังกายแบบไหนให้บั้นท้ายกลับไปกระชับเหมือนเดิมได้ วันนี้เรามีท่าโยคะกระชับสัดส่วนบั้นท้ายได้สุดเป๊ะ มาฝากกันค่ะ

3.

  1. ท่านั่งเก้าอี้ ให้คุณยืนตรงแยกขาออกเล็กน้อย เหยียดเข่าให้ตึง เกร็งกล้ามเนื้อต้นขาให้เข่ากระชับ จากนั้นยกแขนขึ้นพนมมือไว้ที่ช่วงอก และย่อเข่าลงมาให้มากที่สุดจนขนานกับพื้น ยืดอก และลำตัวให้ตรง ค้างท่านี้ไว้ 30 วินาที ถึง 1 นาที แล้วค่อยๆ ปล่อยมือลง กลับมายืนตามเดิม โยคะท่านี้จะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนสะโพก หลังและกล้ามเนื้อส่วนสำคัญของร่างกาย เพื่อพยุงร่างกายให้สามารถยืนอยู่ในท่านี้ได้ จึงเป็นท่าที่สามารถกระชับสัดส่วนช่วงบั้นท้ายได้เป็นอย่างดีค่ะ
  2. ท่าพระศิวะร่ายรำ โยคะท่านี้เลียนแบบมาจากรูปปั้นพระศิวะปางหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะยืนงอขาหนึ่งข้าง และขาอีกข้างหนึ่งก็ยกขึ้นในลักษณะงอกลางอากาศ พร้อมทั้งกางแขนออกด้านข้าง ท่านี้สามารถช่วยกระชับกล้ามเนื้อ แขน ขา หน้าท้อง น่อง สะโพกและก้นได้ดีมาก อีกทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อท้องแขนได้ดีอีกด้วยค่ะ

สาวคนไหนอยากจะลดสัดส่วนช่วงล่าง หรือบั้นท้าย จะลองนำโยคะที่เราแนะนำไปปฏิบัติกันดูที่บ้านก็ได้นะคะ เป็นท่าที่ทำไม่ยาก แต่รับรองผลว่าเด็ดแน่นอน แต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ

เคล็ดลับการแกว่งแขนลดพุงอย่างถูกวิธี

หลายๆ คน คงรู้ถึงประโยชน์ของการแกว่งแขนกันแล้ว ว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายมากมาย ไม่ว่าจะเป็น การบรรเทาอาการของโรคต่างๆ ช่วยป้องกันโรค ลดอาการปวดเมื่อย และยังเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยลดพุงได้อีกด้วย หากคุณต้องการจะให้ตัวเองได้รับประโยชน์สูงสุดจากการออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขนนั้น คุณต้องแกว่งแขนอย่างถูกวิธีด้วย วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ วิธีการแกว่งแขนลดพุงที่ถูกต้อง ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มาฝากกันค่ะ

2.

  1. ยืนตัวตรง แยกเท้าทั้งสองข้างออกจากกัน ให้เท่ากับความกว้างของช่วงไหล่
  2. ปล่อยมือทั้งสองข้างลงข้างลำตัวตามธรรมชาติ อย่าเกร็ง
  3. แขม่วท้องน้อย แล้วเหยียดหลังตรง ลำคอ ศีรษะ ผ่อนคลายตามธรรมชาติ
  4. จิกปลายนิ้วเท้ายึดกับพื้น ใช้ส้นเท้าเหยียบลงบนพื้นให้แน่น ให้แรงจนกล้ามเนื้อโคนเท้า โคนขา และท้องตึงๆ เป็นใช้ได
  5. ตามองตรงไปที่จุดใดจุดหนึ่ง สลัดความกังวล ความคิดฟุ้งซ่านออกไปให้หมด ทำสมาธิให้รู้สึกอยู่ที่เท้า
  6. แกว่งแขนไปข้างหน้าเบาหน่อย ทำมุม ประมาณ 30 องศากับลำตัว แล้วแกว่งไปข้างหลังแรงหน่อย ทำมุมประมาณ 60 องศากับลำตัว จะทำให้เกิดแรงเหวี่ยง และต้องสะบัดมือทุกครั้ง เพื่อให้เลือดหมุนเวียนไปถึงปลายนิ้ว

ควรทำต่อเนื่องกันอย่างน้อยครั้งละ 10 นาที และภายในหนึ่งวันควรทำรวมกันให้ได้อย่างน้อย 30 นาที ทำเช่นนี้สัปดาห์ละ 5 ครั้ง หากทำติดต่อกันอย่างน้อย 1 เดือนครึ่งก็น่าจะเห็นผลลัพธ์ตามต้องการแล้วค่ะ

การแกว่งแขนมีประโยชน์ช่วยลดพุง

คุณเชื่อหรือไม่ว่า แค่การแกว่งแขนก็ช่วยให้คุณลดพุงได้ หากคุณแกว่งแขนต่อเนื่องกันสัก 10 นาที จะให้ประโยชน์ในเรื่องของการออกกำลังกาย คือช่วยให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดีขึ้น สุขภาพร่างกายแข็งแรง ทำให้อารมณ์แจ่มใส เบิกบาน แต่ถ้าหากต้องการบรรเทาโรคภัยไข้เจ็บให้ได้ผลดีแล้วละก็ ต้องทำติดต่อกันในระยะเวลานานกว่านั้น และทำบ่อยๆ ทุกวันได้ก็ยิ่งดี เพราะจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บไข้ต่างๆ ได้ดี วันนี้เรามีประโยชน์ของการแกว่งแขนที่ช่วยในการลดพุงมาฝากกันค่ะ

1. แกว่งแขนลดพุง

  1. ลดการสะสมของไขมัน หากคุณออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน พร้อมกับควบคุมอาหารควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยลดพุงได้มากทีเดียวค่ะ
  2. ลดความดันโลหิตสูง เพราะ การแกว่งแขนจะช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดเป็นไปอย่างปกติ สม่ำเสมอ ไม่ติดขัด
  3. ช่วยลดความเครียด ทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น กระปรี้กระเปร่าขึ้น
  4. แก้โรคออฟฟิศซินโดรม ลดอาการปวดคอ บ่า มือชา และไหล่ติด จากการทำงาน
  5. ลดน้ำตาลในเลือด โดยมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่นำผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 มาฝึกออกกำลังกายด้วยการแกว่งแขน นาน 30 นาที สัปดาห์ละ 3 วัน รวม 8 สัปดาห์ พบว่า ผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง

เห็นประโยชน์ดีๆ จากการแกว่างแขนกันแล้ว เห็นทีคราวนี้สาวๆ ที่จะผอมและมีสุขภาพดีต้องลุกขึ้นมาแกว่งแขนกันสักหน่อยแล้วค่ะ เพราะเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่ายๆ แม้กระทั่งคุณยืนดูทีวีก็สามารถแกว่งแขนตามไปด้วยก็ได้ ทำให้รู้สึกเพลิดเพลิน และยังช่วยเผาผลาญแคลอรีออกไปได้บ้าง ดีกว่าอยู่เฉยๆ นะคะ หากคุณแกว่งแขนต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน คุณได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าอย่างแน่นอนค่ะ

มะเร็งหลอดอาหารภัยเงียบอันตราย!

ว่ากันว่าอาหารการกินนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ร่างกายก่อเซลล์มะเร็ง โดยเฉพาะอาหารที่ปนเปื้อนสารเคมีซึ่งมีความสัมพันธ์ กับการเกิดมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร แม้จะยังบอกไม่ได้อย่างแน่ชัดกว่าสาเหตุใดจึงเกิดมะเร็งขึ้น แต่เราก็อาจจะลดความเสี่ยงกับมะเร็งที่จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะมะเร็งหลอดอาหาร ซึ่งพบมากขึ้นในทุกวันนี้

15

หลอดอาหารนั้นเป็นท่อที่ส่งอาหารจากช่องปากเข้าสู่กระเพาะอาหาร ดังนั้นจึงเป็นจุดที่อาหารทั้งหลายจะต้องผ่านไป เราจึงอาจจะสันนิฐานได้ว่าอาหารบางอย่างความสัมพันธ์ในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารโดยเฉพาะสารไนโตรโซและไนโตรซามีน ซึ่งพบในอาหารเนื้อสัตว์ที่ใช้สารกันบูด อาทิเช่นปลาทะเล หรือปลาหมึก นอกจากนี้ยังพบในพริกและพริกไทยที่อยู่ในแกงที่ใส่เนื้อสัตว์อีกด้วย นอกจากนี้ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหารยังมีความสัมพันธ์กับโรคกรดไหลย้อน ที่ทำให้เยื้อยุในหลอดอาหารมีบาดแผล การดื่มสุรา การขาดสารอาหารบางชนิด การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด รวมไปถึงความผิดปรกติทางพันธุ์กรรม

มะเร็งหลอดอาหารนั้นก็เหมือนกับมะเร็งชนิดอื่น ๆ ที่เกิดจากการแบ่งตัวของเซลล์ที่ร่างกายควบคุมไม่ได้จนเกิดเป็นเนื้อร้ายและลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย โดยปรกตินั้นมะเร็งหลอดอาหารมักจะไม่แสดงอาการต่างไปจากโรคหลอดอาหารอื่น ๆ คือรู้สึกเจ็บหรือสำลักเวลากลืนอาหาร มีเลือดปนออกมากับอาเจียนหรือมีเสมหะ แม้จะดูมีอาการที่ไม่รุนแรง แต่มะเร็งหลอดอาหารก็มีฤทธิ์ร้ายไม่แพ้มะเร็งประเภทอื่น หากปล่อยไว้โดยไม่รับการรักษาก็อาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

ทุกวันนี้แพทย์ยังไม่สามารถตรวจพบมะเร็งหลอดอาหารในระยะแรกเริ่มได้ เนื่องจากอาการไม่ต่างจากโรคในหลอดอาหารอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ดังนั้นเมื่อมีอาการดังที่กล่าวไปข้างต้นควรจะต้องรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยทันที และที่สำคัญต้องดูแลร่างกายให้ห่างจากความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร เช่นไม่สูบบุหรี่ และรับประทานอาหารที่ใหม่สด ปลอดภัยจากสารปนเปื้อน ก็จะลดความเสี่ยงจากมะเร็งหลอดอาหารได้ระดับหนึ่งค่ะ

 

มะเร็งช่องปาก โรคร้ายที่ใครก็ไม่อยากเจอ

ปากนั้นเป็นอวัยวะสำคัญที่ใช้ในการสื่อสารและรับประทานอาหาร แต่เมื่อเราพูดถึงปากเราคงจะต้องเหมารวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นริมฝีปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม เหงือก และอวัยวะเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งช่องปากหากไม่ได้รับการดูแลให้ดี วันนี้เรามารู้จักกับมะเร็งช่องปากว่าเกิดจากสาเหตุใด และจะมีวิธีการป้องกันและดูแลรักษาอย่างไร

14

เมื่อมีอาการของมะเร็งช่องปาก ผู้ป่วยจะพบว่าในช่องปากมีแผลคล้ายดอกกะหล่ำ โดยเป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย และมีอาการติดเชื้อได้ง่ายรวมถึงมีกลิ่นเหม็น โดยทั่วไปในระยะแรกเริ่มจะมีเพียงแผลในช่องปาก จากนั้นจะมีการลุกลามไปยังส่วนอื่น ๆ ของช่องปาก จากนั้นจะลามลงไปยังต่อมน้ำเหลือที่คอ และจะลามไปยังอวัยวะอื่นในร่างกาย ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตามหากมีอาการดังกล่าวผู้ป่วยควรจะไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด โดยแพทย์จะทำการตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย เมื่อพบมะเร็งช่องปาก แพทย์จะทำการเอ็กซ์เรย์ปอด อัลตร้าซาวด์ตับ หรือตรวจเลือดเพื่อหามะเร็งในส่วนต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกาย

สำหรับวิธีการรักษานั้นแพทย์จะใช้วิธีผ่าตัดเพื่อนำเนื้อร้ายออกจากช่องปาก นอกจากนี้อาจจะใช้วิธีการเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี หรือาจจะใช้วิธีการักษาแบบผสมผสาน หลังจากทำการรักษาแล้วแพทย์จะมีการนัดมาตรวจซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อดูแลไม่ให้เกิดมะเร็งขึ้นอีก

ถึงแม้มะเร็งช่องปากจะรักษาให้หายได้ แต่การป้องกันที่ต้นเหตุน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ดังนั้นหากไม่อยากป่วยไข้ด้วยมะเร็งช่องปากต้องงดสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินเมี่ยง และระวังการติดเชื้อไวรัสบางชนิดเช่น HPV หรือการอักเสบเรื้อรังในช่องปาก ที่สำคัญต้องรักษาร่างกายให้มีสุขภาพที่แข็งแรงอยู่สม่ำเสมอ ด้วยการกินอาหารที่ดีและออกกำลังกายเป็นประจำนั่นเอง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ต่อมน้ำเหลืองนั้นเป็นเซลล์สำคัญหนึ่งในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เนื่องจากทำหน้าที่เหมือนเครื่องรองน้ำ คอยรองเอาสารพิษจากเลือดออกไปจากร่างกาย แถมยังช่วยเพิ่มเม็ดเลือดและคืนโปรตีนเข้าสู่กระแสเลือด แต่ถ้าต่อมน้ำเหลืองของเรามีความผิดปรกติเกิดจน อย่างมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรา มาดูกันค่ะ

13

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นมีอยู่ร่วม 30 ชนิด แต่เราอาจจะแบ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นสองชนิดใหญ่ ๆ คือชนิดลุกลามแบบค่อยเป็นค่อยไป คือเซลล์มะเร็งจะไม่ลุกลามและแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว แต่ก็ยังคงไม่สามารถรักษาได้ในปัจจุบัน ส่วนอีกชนิดหนึ่งคือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดที่ลุกลามอย่างรวดเร็ว หากไม่ได้รับการรักษา อาจจะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 6 เดือน แต่มะเร็งชนิดนี้หากรักษาได้อย่างทันท่วงทีก็อาจจะสามารถรักษาให้หายขาดได้

สำหรับสาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นอาจจะยังบอกไม่ได้ชัดเจน แต่แพทย์ก็พบว่ามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมีความสัมพันธ์กับผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ผู้ที่รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้ที่ได้รับสารเคมีบางชนิด สำหรับอาการที่เตือนให้ผู้ป่วยทราบว่าร่างกายมีมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น คือจะมีอาการบวมของต่อมน้ำเหลืองบริเวณใต้รักแร้ คอ ขาหนีบ โดยก้อนที่พบจะไม่มีอาการเจ็บ นอกจากนี้จะมีอาการไข้ หนาวสัน คันตามผิวหนังทั่วตัว ไอเรื้องรัง อ่อนเพลีย และหากเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในสมองอาจจะมีอาการปวดหัวร่วมด้วย

นอกจากการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองด้วยวิธีการเคมีบำบัด แพทย์อาจจะใช้วิธีการรักษาด้วยแอนติบอดี้ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กำจัดเซลล์มะเร็ง ทั้งนี้แพทย์อาจจะใช้เคมีบำบัดร่วมกับแอนติบอดีด้วยก็ได้

มะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจจะไม่ใช่โรคมะเร็งที่เราจะป้องกันตัวได้ง่าย ๆ เนื่องจากเกิดจากความผิดปรกติภายในร่างกาย ดังนั้นเราควรจะต้องเตรียมร่างกายให้พร้อมด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายสม่ำเสมอนะคะ

 

มะเร็งผิวหนัง อันตรายแต่ไม่ร้ายแรง!

คงจะทราบกันดีแล้วว่ามะเร็งนั้นสามารถเกิดขึ้นได้กับอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย แม้กระทั่งผิวหนังของเราก็สามารถเป็นมะเร็งได้เช่นกัน แต่ด้วยความที่มะเร็งผิวหนังนั้นสามารถสังเกตเห็นได้โดยง่ายเนื่องจากเกิดขึ้นกับผิวหนังซึ่งอยู่ภายนอกของร่างกาย จึงสามารถทำให้รักษาได้อย่างทันท่วงทีและไม่ก่อให้เกิดอันตรายเท่าใดนัก อย่างไรก็ตามหากปล่อยไว้เซลล์มะเร้งก็อาจจะลุกลามไปยังอวัยวะอื่น ๆ จนอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ วันนี้เรามารู้เท่าทันมะเร็งผิวหนังกันก่อนที่จะสายเกินแก้กันเถอะค่ะ

12

สาเหตุของมะเร็งผิวหนังนั้นมาจากการตากแดดจัดในช่วงกลางวันเป็นประจำโดยไม่ได้รับการปกป้องด้วยเครื่องนุ่งห่มหรือผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดด และอาจจะเกิดจากการสัมผัสกับสารเคมีอันตรายเช่นสารหนู แคชเมี่ยม ที่อาจจะปนมาในอาหารหรือน้ำดื่ม นอกจากมะเร็งผิวหนังนี้ยังสามารถถ่ายทอดกันได้ทางกรรมพันธุ์อีกด้วย มะเร็งผิวหนังนั้นแบ่งเป็นหลายชนิดตามลักษณะของเซลล์มะเร็งที่พบดังนี้

มะเร็งบาซอล เซลล์ คาร์ซิโนมา – มะเร็งชนิดนี้มักจะพบบริเวณใกล้อวัยวะสำคัญ เช่นตา หู จมูก ปาก หน้าอก แผ่นหลัง แม้จะเป็นมะเร็งผิวที่มีอันตรายน้อยที่สุด เนื่องจากเกิดบนผิวหนังชั้นตื้น แต่หากปล่อยไว้ก็อาจจะทำอันตรายกับอวัยวะสำคัญเหล่านั้นได้

มะเร็งสะแควมัส เซลล์ คาร์ซิโนมา – มะเร็งชนิดนี้มีความคล้ายคลึงกับชนิดแรก และมีความอันตรายน้อยเช่นกัน แต่ต่างกันที่มีความเร็วในการลุกลามมากกว่า ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งชนิดนี้จะสามารถพบก้อนเนื้อแข็ง ๆ เล็ก ๆ ใต้ผิวหนัง

มะเร็งแมลิกแนนท์ เมลาโนมา – มะเร็งผิวหนังชนิดนี้เป็นชนิดที่อันตรายที่สุด เนื่องจากกระจายลุกลามได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังลุกลามสู่อวัยวะภายใน สังเกตไดจากก้อนเนื้อผิดปรกติที่มีลักษณะคล้ายไฝสีดำ

การรักษามะเร็งผิวหนังนั้นทำได้ด้วยการผ่าตัดหรือใช้ไฟฟ้าจี้เอาเนื้อร้ายออก และหากยังไม่ลุกลามถึงขั้นวิกฤติก็ยังไม่ต้องใช้เคมีบำบัดแต่อย่างใด

 

มะเร็งต่อมลูกหมากโรคร้ายที่ท่านชายต้องระวัง

หากมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูกเป็นโรคที่สาว ๆ กลัวที่สุด มะเร็งต่อมลูกหมากก็น่าจะสร้างความกลัวให้กับชายหนุ่มไม่น้อยไปกว่ากันทีเดียว ถึงแม้จะพบมะเร็งต่อมลูกหมากไม่มากนัก แต่ชายหนุ่มก็จำเป็นต้องรู้จักโรคนี้ให้ดีเพื่อลดความเสี่ยงให้มากที่สุด

11

ต่อมลูกหมากคืออวัยวะที่ทำหน้าที่ผลิตตัวอสุจิและน้ำหล่อลื่นอสุจิ ซึ่งถือว่าเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญในระบบสืบพันธุ์เป็นอย่างยิ่ง และก็เช่นเดียวกับอวัยวะอื่น ๆ ต่อมลูกหมากมีโอกาสที่จะเกิดเซลล์มะเร็งได้เช่นกัน แม้จะยังไม่ทราบชัดเจนว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่แพทย์ก็ได้พบว่ามีบางอย่างที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก เช่นอายุของผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่พบมะเร็งชนิดนี้ในชายที่มีอายุ 50-70ปีและเชื้อชาติก็ยังมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงอีกด้วยเนื่องจากพบว่าชายชาวยุโรปมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากมากว่าชายชาวเอเชีย นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงที่มาจากการบริโภคเช่นการกินเนื้อสัตว์ติดมัน หรือไขมันมาก ๆ รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้เช่นกัน

เมื่อป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ผู้ป่วยจะมีจะมีอาการปวดเมื่อปัสสาวะ มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ น้ำหล่อลื่น น้ำอสุจิ ปัสสาวะไม่พุ่ง เมื่อร่วมเพศจะรู้สึกปวดเมื่อหลั่งอสุจิ เมื่อมีอาการเหล่านี้ควรจะไปพบแพทย์ทันทีเพื่อวินิจฉัยโรค โดยแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการฉีดสีเข้าในเส้นเลือดดำ เพื่อขับถ่ายทางปัสสาวะ หรืออาจจะส่องกล้องทางท่อปัสสาวะเพื่อวินิจฉัย และทำการตัดเนื้อเยื้อต่อมลูกหมากเพื่อตรวจในห้องปฏิบัติการ เมื่อพบว่ามีมะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะทำการผ่าตัดเพื่อเอาต่อมลูกหมากออก และอาจจะตัดอัณฑะซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนหล่อเลี่ยงเซลล์มะเร็ง จากนั้นอาจจะมีการฉายรังสีหรือให้เคมีบำบัดเพื่อรักษาต่อไป