สวรรค์บนดินหังโจว

เมืองที่มีความเก่าแก่อีกเมืองของประเทศจีน เมืองที่มีความมั่งคั่งมากที่สุดแห่งหนึ่งของจีน และมีความสวยงามติดตราตรึงใจนักท่องเที่ยวทั้งหลายทั่วโลก จนได้ขนานนามว่า “บนฟ้ามีสวรรค์ บนดินมีหังโจว”  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑล เจ้อเจียง เมืองที่มีชื่อเสียงทางด้านความงามที่หาที่ติไม่ได้ พื้นที่แห่งนี้เลยได้มีการทำสงครามอย่างต่อเนื่องในอดีต เมืองหังโจว แห่งนี้อาจจะถูกทำลายลงและได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แต่ทั้งนี้ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกด้วย

www.thaibizchina.com2

  • ทะเลสาบซีหู ทะเลสาบที่สวยงามที่เปรียบดังไข่มุกแห่งหังโจว น้ำในทะเลสาบที่ใสสะอาดมีความงดงามเป็นอย่างยิ่ง ที่สามด้านล้อมรอบด้วยภูเขา น้ำใสซึ่งมีเขื่อนไป๋และเขื่อนซูซึ่งทำให้มีความสวยงามเล่าขานกันว่า พระจันทร์ที่สะท้อนลงในน้ำของทะเลสาบซีหูนั้นเปรียบดั่งภาพวาดเลยทีเดียว การชมทะเลสาบซีหูนั้นสามารถล่องเรือไปทั่วเพื่อชมทัศนียภาพได้ด้วย จากทะเลสาบซีหูนั้นสามารถเห็นเจดีย์เหลยเฟิงที่สวยงามจนยากนักที่นักท่องเที่ยวจะไม่เก็บภาพเก็บเอาไว้
  • วัดหลิงอิง วัดโบราณที่มีชื่อเสียงอีกวัดนึงในประเทศจีน วัดที่มีประติมากรรมล้ำค่า วัดแห่งนี้มีชื่อเสียงที่ว่าพระจี้กงเคยจำพรรษาอยู่ที่นี่เมื่อครั้งอดีต จี้กงนั้นเป็นพระที่มีชื่อเสียงมาก แม้เมื่อก่อนจะถูกเรียกว่า “พระบ้า” แต่ท่านก็ได้ทำประโยชน์เอาไว้ให้แก่พระพุทธศาสนามากมายนัก เมื่อเข้าสำรวจภายในมีหินสลักพระพุทธรูปที่มีกิริยาไม่ซ้ำกันเลยกว่า 470 รูป อีกทั้งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานศรีศากยมุณีองค์ใหญ่มีความสูงกว่า 20 เมตร ที่แกะสลักอย่างสวยงามจากไม้การบูรกว่า 24 ท่อน เลียนแบบศิลปะในสมัยราชวงศ์ถัง ความเป็นมาของวัดโบราณแห่งนี้ตามตำนานเชื่อว่า สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์จิ้นตะวันออก ที่สร้างขึ้นจากพระชาวอินเดียที่มีชื่อว่า “ฮุ่ยหลี่”

www.zabzaa.com

  • เจดีย์เหลยเฟิง เจดีย์ลักษณะแปดเหลี่ยมที่สามารถมองเห็นจากริมทะเลสาบซีหู ที่มีความสูงเทียบกับตึกประมาณ 5 ชั้นที่อยู่บนยอดเขาเป่าซื่อซาน ซึ่งมีนิทานที่มีความโด่งดังไปทั่วโลกนั่นคือ นางพญางูขาวและสวี่เซียน ซึ่งมีงูขาวตัวหนึ่งได้บำเพ็ญตบะมานานกว่าพันปี สามารถกลายร่างได้จึงแปลงเป็นผู้หญิงที่มีชื่อว่า “ไป๋เหนียงจื่อ” มีหน้าตาและรูปร่างอันสวยงาม และมีน้องที่เป็นงูเขียวที่บำเพ็ญตบะ 500 ปีแปลงร่างเป็นสาวน้อยชื่อ “เสี่ยวชิง” ทั้งสองไปเที่ยวกันที่ทะเลสาบซีหู คนพี่ได้ตกหลุมรักกับหนุ่มนักศึกษาคนนึง ผู้เป็นน้องได้ร่ายมนต์ให้มีฝนตก ชายหนุ่มจึงกางร่มให้นางงูขาว จนมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ทั้งคู้ได้แต่งงานกันและเปิดร้านยาอยู่บริเวณทะเลสาบซีหู แต่เจ้าอาวาสวัดจินซานที่มีชื่อว่า “ฝ่าไห่” รู้ดีว่านางเป็นปีศาจงูขาว เมื่อถึงเทศกาลสารทจีน มีประเพณีการดื่มเหล้า “สงหวงจิ่ง” เพื่อขจัดสิ่งอัปมงคล ฝ่าไห่บังคับให้นางงูขาวดื่มเหล้านี้ทั้งๆ ที่เอตั้งครรภ์ นางแปลงร่างเป็นงูขาว สวี่เซียนจึงตกใจถึงขั้นเสียชีวิต  แต่นางงูขาวเดินทางไกลนับพันๆ ลี้เพื่อเอาหญ้าหลินจือเพื่อมาชุบชีวิต ผ่านอุปสรรคหลากหลายครั้ง จึงได้หญ้าที่จะชุบชีวิตสามีของนางได้มา ทั้งคู่จึงได้กลับมาครองรักด้วยกันอีกครั้ง และเรื่องราวมากมายที่ทำให้นิทานเรื่องนี้โด่งดังเป็นอย่างมาก

เมืองหินปูนกุ้ยโจว

ดื่มด่ำไปกับธรรมชาติแห่งดินแดนมังกร เป็นอีกที่ในประเทศจีน “กุ้ยโจว” ทัศนียภาพอันงดงามของกุ้ยโจวและภูเขาหินปูนมากมาย ที่อยู่ขึ้นสลับซ้อนกันจึงเป็นวิวทิวทัศน์ที่งดงาม ภูมิประเทศที่มีหุบเขาลึกที่สูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ย 1,000 เมตรและมีที่ราบแอ่งกระทะมากกว่า 300 แห่ง และอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 14-19 องศาเซลเซียสโดยประมาณ และสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ที่ควรไปเยี่ยมเยือนเมื่อมาถึงกุ้ยโจว

travel.thaiza.com1

  • ถ้ำจือจิน เข้าไปเยี่ยมเยือนประติมากรรมที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ถ้ำขนาดใหญ่ ก่อนที่จะเข้าไปยังตัวถ้ำจะต้องผ่านทางเดินขนาดเล็กและคับแคบ แต่เมื่อเข้าไปคุณจะได้เจอกับความอลังการของห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มีหินงอกหินย้อยมากมายทั้งผนังและเพดาน รวมถึงหินงอกหินน้อยที่มีรูปร่างแปลกประหลาดชวนให้จินตนาการไปต่างๆ นาๆ ว่าเป็นรูปร่างอะไรเช่น เสาหิน เจดีย์ กลองและดอกไม้เป็นต้น ภายในนั้นมีการจัดสีสันด้วยไฟสีต่างๆ ทำให้ถ้ำแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น
  • หม่าหลิงเหอ หรืออีกชื่อนึงคือ หุบผาแห่งสายน้ำร้อยสาย หุบเหวน้ำตกที่มีความสวยงาม หุบเหวหินปูนที่แม่น้ำหม่าหลิงใช้เวลาเป็นหลายล้านปีที่จะรังสรรคความสวยงามของหุบเหวนี้ขึ้นมาได้ หุบเหวขนาดมโหฬารที่มีระยะทางยาวกว่า 15 กิโลเมตรที่มีความสูงถึง 200 เมตร มีน้ำตกน้อยใหญ่กว่า ร้อยสาย รวมถึงเสน่ห์ของหินงอกหินย้อย และพื้นที่ขึ้นอยู่บริเวณนั้นจึงเป็นภาพที่สวยงามเป็นอย่างมาก หม่าหลิงเหอเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในกุ้ยโจวที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกที่เมื่อได้ไปเที่ยวชมแล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม

27.254.44.1032

  • น้ำตกหวงกั่วซู่ น้ำตกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น น้ำตกที่สวยที่สุดของจีน และสามารถสัมผัสกับความงดงามของน้ำตกแห่งนี้ได้อย่างใกล้ชิด น้ำตกหวงกั่วซู่นั้นมีน้ำตกน้อยใหญ่กระจายอยู่ถึง 18 แห่ง น้ำที่ไหลเชี่ยวลงสู่สระน้ำซีหนิวที่อยู่ใต้หน้าผา จึงทำให้ดูเหมือนมีหมอกบางๆ อยู่บริเวณนั้นด้วย จุดเด่นของน้ำตกหวงกั่วซู่คือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปในถ้ำ เพื่อที่จะชมความงดงามของน้ำตกจากด้านหลังได้อีกด้วย
  • หมู่บ้านชนเผ่าม้งพันครัวเรือนซีเจียง ชนเผ่าม้งที่มีอยู่กว่า 6,000 คนเป็นหมู่บ้านที่มีชาวม้งอยู่รวมกันใหญ่ที่สุดในประเทศจีน และเป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญเพราะวิถีชีวิตของชาวม้งยังคงดำรงชีวิตแบบดั่งเดิมอยู่ บ้านของชาวม้งส่วนใหญ่จะมีใต้ถุน และสร้างเป็นชั้นๆ ไต่ตามความสูงของภูเขา ล้อมรอบภูเขาทั้งลูก เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วงนั้นจะสวยงามเป็นอย่างมาก เพราะภูเขานั้นเต็มไปด้วยต้นเมเปิ้ลที่จะเปลี่ยนสีเป็นสีแดงซึ่งเป็นช่วงที่ควรที่จะไปเที่ยวมากที่สุด
  • ป่าภูเขาหมื่นยอดและทะเลสาบเขาหมื่นยอด เทือกเขาหินปูนที่ถูกน้ำและลมกัดเซาะจนกลายเป็นยอดเขาที่มีนับหมื่นยอด ซึ่งเป็นบริเวณรอยตะเข็บติดต่อระหว่างกุ้ยโจวกับยูนนาน ที่มีความยาวอยู่ประมาณหลายร้อยกิโลเมตร มีทิวทัศน์ภูเขา ไร่นา หมู่บ้านของชนเผ่า “ปู้อี” และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่อยู่ริมเทือกเขาหมื่นยอด ซึ่งสามารถล่องเรือชมความงามของภูเขาที่ขนาบข้างของบริเวณนี้ได้อีกด้วย เพราะจะทำให้การชมธรรมชาตินั้นได้รสชาติเป็นอย่างยิ่ง

 

 

เที่ยวเมืองตอนใต้เมาะลัมไยน์

เมืองเมาะลัมไยน์เป้นเมืองหลวงของรัฐมอญ และยังเป็นเมืองหลวงที่ใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศอีกด้วย เมื่อสมัยก่อนนั้นเมืองนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญของอังกฤษซึ่งคุณก็จะได้พบเจอกับอาคารสไตล์โคโลเนียลที่เก่าแก่อยู่หลายแห่งและโบสถ์คริสต์รวมถึงสิ่งก่อสร้างสไตล์อังกฤษมากมาย เนื่องจากติดกับแม่น้ำสาละวินซึ่งเป็นสายน้ำช่วงสุดท้ายก่อนที่จะไหลสู่ปากอ่าวเมาะตะมะไปจนสู่ทะเลน้ำลึกมีเรือสินค้าผ่านเข้าออกมากมาย ซึ่งมีสะพานสาละวินซึ่งสะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำสาละวินนี้มีความยาวถึง 3 กิโลเมตร สะพานนี้มีความยาวที่สุดในพม่าอีกด้วยโดยเชื่อมต่อเมืองเมาะตะมะและเมืองเมาะลัมไยน์ไว้ด้วยกัน

1

  • วัดไจ๊ตาลาน มีเรื่องเล่ากันว่าเมื่อมีกองทัพของไทยได้ยกทัพมาที่เมืองนี้ ได้ท้ารบกับชาวมอญและต้องการที่จะครองเมืองเมาะลัมไยน์ แต่ชาวมอญไม่ต้องการที่จะเสียเลือดเสียเนื้อ จึงท้าแข่งการสร้างเจดีย์กับกงทัพของไทยซึ่งใครเสร็จก่อนเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งชาวไทยได้ใช้อิฐปูนในการก่อสร้างเจดีย์ แต่ชาวมอญใช้เพียงโครงไม้ไผ่และคลุมผ้าขาวเท่านั้น เมื่อทัพไทยเห็นว่าเจดีย์เสร็จแล้วจึงถอยทัพกลับ ซึ่งต่อมาเจดีย์ที่คนไทยสร้างเอาไว้นั้น ชาวมอญได้สร้างต่อจนเสร็จ ซึ่งได้ชื่อว่า วัดไจ๊ตาลาน หรือ วัดสยามพ่าย ความสวยงามของวัดแห่งนี้นั้นไม่เป็นรองใครเลยและสามารถเห็นวิวเมืองเมาะลัมไยน์ที่สวยที่สุด
  • วัดอูชีนะ วัดนี้ตั้งชื่อตามหลวงพ่อผู้ก่อสร้างวัดมีประวัติเล่าต่อขานต่อกันมาว่า หลวงพ่ออูชีนะได้นำพระเกศาธาตุมาบรรจุเอาไว้ในองค์เจดีย์ อีกทั้งบริเวณเจดีย์มีรูปปั้นเทวทูตทั้งสี่ที่มีขนาดเท่าคนจริงซึ่งมีความนัยหมายถึง คนแก่ คนเจ็บ คนตายและนักบวช อีกทั้งยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามเป็นอย่างมากซึ่งทางซ้ายจะพบกับแม่น้ำสาละวิน และเกาะยักษ์ ส่วนด้านขวาจะเห็นวิวภูเขาและบ้านเรือนของชาวบ้านในเมืองเมาะลัมไยน์
  • วัดเตาเบ้า ในจุดเด่นของวัดแห่งนี้จะมีพระพุทธรูปนีพญาจีซึ่งมีความแตกต่างจะรูปองค์พระพุทธรูปทั่วไปซึ่งทำมาจาก การสานไม้ไผ่ทั้งองค์ โดยผู้สานนั้นคือ อาจารย์ โลง อน โส ชาวไทยใหญ่ผู้มีความเชี่ยวชาญในการจักรสานเป็นอย่างมากซึ่งใช้เวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้นเอง มีขนาดฐานบัวสูง 3 ฟุต 7 นิ้ว ลำตัวพระพุทธรูปสูง 11 ฟุต 11 นิ้ว หน้าตักกว้าง 9 ฟุต 9 นิ้ว รอบพระพักตร์ 8 ฟุต 4 นิ้วที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยใช้ไม้ไผ่กว่าแสนเส้น
  • 2
  • วัดยาดานาโป่งเมี้ย วัดนี้มีพระมเหสีของกษัตริย์พระเจ้ามินดงมาเสด็จบวชเป็นแม่ชี ภายในวัดได้ตกแต่งภายในวัดอย่างสวยงามโดยเฉพาะ บัลลังก์สิงห์เก่า ซึ่งอยู่ในวิหารที่คาดว่าสร้างเมื่อศตวรรษที่ 18 เพื่อเอาไว้สำหรับกษัตริย์ใช้ในการว่าราชการ ถูกตกแต่งตัวกระจกสีส่วนด้านหลังบัลลังก์เป็นภาพสี่เหลี่ยมเรียงต่อกันหลายภาพเป็นภาพ 108 มงคล ในห้องถัดไปจะเป็นห้องขนาดเล็กซึ่งไม่อนุญาติให้เข้าไปชมด้านในแต่คาดว่าเป็นห้องที่ประทับของพระมเหสีของพระเจ้ามินดง ในวัดยังมีสิ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมากเช่น งาช้าง พระเขี้ยวแก้วจำลองมาจากศรีลังกา งานแกะสลักต่างๆ ที่ยังคงสมบูรณ์แม้จะเป็นเวลานานมาแล้ว และอีกสิ่งนึงที่สำคัญและไม่ควรพลาดเลยคือ พระมหามัยมุนีจำลอง ซึ่งเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่า มีลักษณะทุกอย่างคล้ายองค์จริงแต่ขนาดและเครื่องทรงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสวยงามไม่เท่าองค์จริง
  • วัดวินเส่งตอว์ยะ วัดนี้ตั้งอยู่ในหมู่บ้านเจ๊ากะโลงในเมืองมงดง ซึ่งห่างออกไปจากเมืองเมาะลัมไยน์ไปทางทิศใต้ประมาณ 20 กิโลเมตรซึ่งจะเห็นองค์พระนอนขนาดใหญ่ เริ่มต้นจากเจ้าอาวาสชื่อ หลวงพ่อวินเซง ผู้ก่อตั้งวัดและเป็นผู้ก่อสร้างองค์พระนอนองค์นี้ซึ่งเป็นพระนอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ในตอนแรกเจ้าอาวาสมีความต้องการให้ยาวเพียงแค่ 250 ศอกแต่เมื่อสร้างเสร็จกลับยาวถึง 400 ศอกรวมความยาวขององค์พระประมาณ 200 เมตร ภายในจะถูกแบบออกเป็น 8 ชั้น มีห้องอยู่ภายในถึง 180 ห้องที่เชื่อมต่อกัน มีรูปปั้นและการจัดแสดงเรื่องราวของพระพุทธประวัติ คำสอนต่างๆ เกือบุกห้องในปัจจุบันมีการแสดงให้เปิดเข้าชมเพียงแค่ 2 ชั้นเท่านั้น

เที่ยวซาปาไปยังไงให้โดน

แม้จะเป็นเมืองเล็กที่ห้อมล้อมตัวภูเขา อยู่ในเขตจังหวัดลาวไก และอยู่ใกล้ประเทศจีน แต่เป็นเมืองที่มีธรรมชาติที่สวยงาม ประชากรส่วนใหญนั้นจะเป็นชาวเขาเผ่าต่างๆ ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกนั้นหลงรักกับเมืองเหนือของประเทศเวียดนามเป็นอย่างมาก เพราะธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์อยู่มากและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงคือ เทือกเขาฟานสิบันที่ยอดเขานั้นสูงที่สุดในแถบอินโดจีน ซึ่งนักพิชิตยอดเขานั้นไม่ควรพลาดอย่างยิ่งเลยค่ะ

1

การเดินทางไปยังซาปา

เดินทางไปทางตอนเหนือของเมืองฮานอย ซึ่งมีอยู่ 2 เส้นทางด้วยกันคือทางรถยนต์และทางรถไฟค่ะ แต่การเดินทางทางรถยนต์นั้นออกจะลำบากสักหน่อยเพราะหนทางที่จะไปยังซาปานั้นเป็นภูเขาที่คดเคี้ยวลาดชั้นและทางไต่ละดับที่อันตรายมากๆ หากไม่ชำนาญทางอาจจะเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ เพราะฉะนั้นทางรถไฟจะสะดวกและปลอดภัยที่สุดค่ะ ที่สำคัญการรถไฟที่เวียดนามนั้นตรงเวลามาก แถมยังมีที่นั่งและทั้งที่นอนให้เลือกด้วยตั้งแต่ hard seat, soft seat และ soft berth รถไฟตู้นอนมีให้เลือกเป็นตู้แบบ 6 คนและ 4 คน มีให้บริการถึง 6 เที่ยวต่อวันเลยที่เดียวค่ะ ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง สามารถเช็ครอบได้ที่ Vietnam Railway เบอร์โทรศัพท์ +84-904619926 หรือทางเว็บไซต์ www.vietnam-railway.com

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญทางซาปา

  • เริ่มต้นจากในเมือง เนื่องจากเมืองซาปาเป็นเมืองที่ได้รับความนิยมจากชาวต่างชาติมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะชาวฝรั่งเศสสำหรับเจ้านายชั้นสูงในอดีต อีกทั้งเมืองซาปาได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากในด้านสถาปัตยกรรมต่างๆ รวมไปจนถึงผังเมืองแบบ เฟรนซ์โคโลเนียลและมีโบสถ์ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากคือ โบสถ์คาทอลิกซาปา และมีสวนสาธารณะที่กระจัดจายอยู่ทั่วมุมเมืองและที่สำคัญคือสวนสาธารณะฮามรองที่มีพื้นที่อยู่บริเวณเชิงเขาที่สวยงามและประดับประดาไปด้วยดอกไม้นานาพันธุ์อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเทือกเขาที่ซ้อนกัน
  • 1
  • น้ำตกซิลเวอร์ เส้นทางไปยังไลโจว เป็นน้ำตกที่ออกไปจากตัวเมืองเพียงเล็กน้อยท่ามกลางเทือกเขาที่เรียงตัวกันอย่างสวยงามยังมีน้ำตกซิลเวอร์ที่สวยงามและชนเผ่าต่างๆ ที่มีกันอยู่หลาย เวลาเปิดปิดนั้น 8:00 – 17:30 น. การเก็บค่าเข้าชมนั้นคือ 20,000ด่อง/คน และเด็กที่อายุต่ำกว่า 9 ขวบนั้นเข้า ฟรี  ค่ะ การเข้าไปชื่นชมธรรมชาติของน้ำตกซิลเวอร์สามารถพบเห็นการใช้ชีวิตของชาวชนเผ่าจนถึงตัวน้ำตก ที่มีความสูงถึง 100 เมตร เส้นทางที่เดินเข้าไปก็แสนจะสบายเพราะปูด้วยพื้นปูซีเมนต์ และมีจุดพักอยู่ตลอดทางรวมทั้งจุดถ่ายรูปต่างๆ อีกด้วย และมีสะพานเหล็กข้ามผ่านลำธารซึ่งรวมระยะทางประมาณ 200 เมตรและใช้เวลาเดินทาง 30-45 นาทีเท่านั้นค่ะ
  • ตลาดซาปา           ตลาดที่ตั้งห่างจากโบสถ์คาทอลิกเพียงแค่ไม่เท่าไร ตลาดซาปาจะเป็นตลาดสดที่เปิดในช่วงเช้าเท่านั้นซึ่งจะมีผู้คนจำนวนมากมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยวและชนเผ่าต่างๆ ออกมาเสนอขายสินค้าต่างๆ มากมาย ซึ่งมีทั้งเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ และด้านหลังจะเป็นส่วนที่จำหน่ายสินค้าพื้นเมือง เครื่องแต่งกาย ที่สำคัญยังมีทั้งต้นไม้ ดอกไม้และสินค้าทำมือ ที่สำคัญห้ามพลาดที่สุดคือ “ตลาด Love Market” ที่จะเป็นตลาดแห่งการนัดพบขอลชาวเผ่ามงดำ ที่มีขึ้นที่ตลาดซาปาแต่จะเกิดขึ้นทุกค่ำคืนวันเสาร์เท่านั้น ซึ่งคุณจะได้พบเห็นการร้องเพลงจีบกันระหว่างชาบหญิง และถ้าหากทั้งสองฝ่ายรักชอบกัน ฝ่ายชายก็จะอุ้มหญิงสาวกลับไปที่บ้านเป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นก็จะมีพิธีการแต่งงานเกิดขึ้นซึ่งยังคงมีให้เห็นอยู่ที่นี่เท่านั้น
  • โบสถ์คาทอลิกซาปา โบสถ์หินอ่อนที่สวยงามและมีที่เดียวในซาปา สร้างขึ้นในสมัยที่เวียดนามตกเป็นอณานิคมของฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 1930 ซึ่งโบสถ์นี้เป็นโบสถ์ของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก (ซึ่งมีที่เดียว) และตกแต่งด้วยศิลปะแบบโกธิค ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นจุดนัดพบของนักท่องเที่ยว ชาวบ้านแถวนั้น และเหมือนกับเป็น Landmark ของที่นี่ไปแล้ว
  • ภูเขาฮามรอง มุ่งหน้าจากตัวเมืองซาปาไปยังโบสถ์คริสต์และจะมีป้ายบอกทางขึ้นไปถึงทางเข้าของภูเขาฮามรอง เวลาเปิดตั้งแต่เวลา 8:00 – 17:30 น.ซึ่งจะเก็บค่าเข้าด้วยสำหรับผู้ใหญ่นั้น 70,000 ด่อง เด็กที่อายุ 6-9 ปี 30,000 ด่อง ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่านั้นจะเข้าฟรีค่ะ เนื่องจากเป็นสถานที่ของเอกชน มีความสูงประมาณ 1,800 เมตรที่สำคัญมีจุดท่องเที่ยวภายในทั้งหมดถึง 19 แห่งและถูกจัดแต่งอย่างสวยสดงดงามเป็นอย่างมาก เต็มไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ มีทั้งสวนกล้วยไม้ป่า สวน 12 นักษัตร ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดอกไม้เมืองหนาวสีสันสดใส ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ลานแสดงศิลปะพื้นเมือง สนามเด็กเล่น และเมื่อเดินเข้าไปจะมีป่าหินอีกด้วยเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ประตูสวรรค์  และยังมีถ้ำขนาดเล็กให้นักท่องเที่ยวได้ลอดผ่านไว้ด้วย และเมื่อขึ้นไปถึงจุดสูงสุดนั้นคุณจะสามารถเห็นซาปาได้ถึง 180 องศาและยังมองเห็นเทือกเขาฟานสิปันอีกด้วย
  • หมู่บ้านกั๊ตกั๊ต เดินทางออกจากตัวเมืองซาปาประมาณ 3 กิโลเมตรเท่านั้นเองเวลาเปิดปิด 8:00-17:30 น.และเก็บค่าเข้าชม 40,000 ด่อง/คน และ 15,000 ด่องสำหรับเด็กค่ะ หมู่บ้านชาวม้งดำที่เก่าแก่ที่สุดในซาปาและแต่งกายโดยใช้ชุดดำและสีน้ำเงินเข้ม อาชีพหลักคือการปลูกข้าว ทำสินค้าหัตถกรรม หาของป่ามาขาย และตลอดเส้นทางคุณจะได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวม้งดำได้ตลอดสองข้างทางและได้ชื่นชมความงดงาม ทิวทัศน์ที่มีพื้นนาโอบกอดทั้งสองข้างที่คุณจะได้เห็น แต่ทางที่จะเดินไปยังน้ำตกนั้นลาดชันควรที่จะระวังด้วยนะคะ
  • หมู่บ้านตาฟาน เดินทางออกไปทางทิศใต้อีก 10กิโลเมตร เวลาเปิดปิดนั้นตั้งแต่ 00 – 17:30 น. และเก็บค่าเข้าชม 40,000 ด่อง/คน และ 15,000 ด่องสำหรับเด็กค่ะ หมู่บ้านชาวเขาขนาดใหญ่ที่มีชนเผ่าอยู่หลายเผ่ามาอาศัยอยู่ร่วมกัน เหมือนกับคุณกำลังได้เข้าชมชนเผ่าทั้งหลายในเวียดนามในเวลาเดียวกัน การเดินทางในที่หมู่บ้านตาฟานนั้นมีจุดชมวิวคันนาที่เป็นแบบบันไดที่ใหญ่จนสุดลุกหูลูกตา ซึ่งเป็นความงดงามของชาวเขาอย่างแท้จริง และมีสะพานแขวนข้ามลำธารสายใหญ่ซึ่งคุณจะได้ตื่นตาตื่นใจมากๆ ในหุบเขาเป็นลักษณะเวิ้งกว้างและมีชาวเขาอยู่กันกระจัดกระจายและมีธารเล็กๆ ไหลผ่านอย่างสวยงาม ที่นี่มีเกสต์เฮ้าส์ไว้รับรองแขกที่มาแวะเวียนด้วย
  • ตลาดบั๊กห่า เป็นตลาดที่ห่างออกจากตัวเมืองประมาณ 110 กิโลเมตร อาจจะเดินทางไกลสักหน่อยแต่สามารถหารถที่ขับไปยังรถประจำทางประมาณ 30 กิโลเมตร มีรถประจำทางเอาไว้ให้บริการทุกวันตั้งแต่ 6:30 – 11:00 น. และ 13:00 น. แต่ที่ง่ายที่สุดนักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อทัวร์ได้ด้วย ตลาดบั๊กห่าเป็นตลาดวันอาทิตย์ที่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 700 เมตรและมีอากาศเย็นสบาย ผู้ที่มาเป็นลูกค้าและพ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่จะเป็นชาวเขาที่แต่งกายชุดประจำเผ่าอีกด้วย ตั้งแต่ ม้ง, เย้า, ไต-ไท เป็นต้นและเช่นกันระหว่างทางที่เดินไปสู่ตลาดคุณจะเห็นนาที่เป็นขั้นบันได และผักที่ปลูกตามฤดูกาล ตลาดบั๊กห่าเป็นตลาดที่คึกคักแล้วมีชนเผ่าม้งฮัว ออกมาจับจ่ายซื้อของด้วยเครื่องแต่งกายประจำเผ่าที่มีสีสันสวยสะดุดตามากๆ อีกด้วย

 

แต่งหน้าสวยไม่พอ..ต้องเช็ควันหมดอายุของเครื่องสำอางให้เป็นด้วยนะ!

5.3

ผู้หญิงกับเครื่องสำอางเป็นของคู่กัน…เป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงเลย เพราะสาว ๆ เวลาเห็นเครื่องสำอางออกใหม่โดยเฉพาะปัจจุบันนี้ มีการพัฒนาแพ็คเกจจิ้งของเครื่องสำอางให้ดูหรูหรา สวยงาม ก็ยิ่งดึงดูดความสนใจจากสาว ๆ ได้มากทีเดียว แบบเห็นแล้วรู้สึกอยากมีไว้ในครอบครองขึ้นมาทันที ต้องรีบไปหาซื้อมาให้ได้ ทั้งที่บางคนมีเครื่องสำอางอยู่ในสต๊อกล้นหลามอยู่แล้ว ก็ยังไปซื้อมาเก็บไว้อีก ทำให้จำนวนเครื่องสำอางมากเกินไปจนใช้กันไม่ทันเลยทีเดียว และปัญหาที่เกิดขึ้นตามมา ก็คือ เครื่องสำอางหมดอายุก่อนที่จะทันใช้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สาว ๆ มักจะมองข้าม  โดยทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่าน ก็ออกมาเตือนอยู่เสมอว่า การใช้เครื่องสำอางหมดอายุเป็นเรื่องที่อันตรายมากเพราะอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาผิวหน้าตามมา ไม่ว่าจะเป็น สิว ฝ้า กระ ผื่น ผิวหนังอักเสบ และอาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะส่วนอื่นที่อยู่บนใบหน้า เช่น ดวงตา ปาก เป็นต้น

5.1

สาเหตุการเสื่อมอายุของเครื่องสำอาง ได้แก่ มีการสัมผัสกับฝุ่นละอองในอากาศ ความร้อนจากแสงแดดหรืออุณหภูมิในการเก็บรักษาไม่เหมาะสม ปัจจัยจากความชื้น หรือแบคทีเรียที่ปนเปื้อนอยู่ตามนิ้วที่ใช้ทาเครื่องสำอาง และเข้าไปสะสมอยู่ในผลิตภัณฑ์ และเครื่องสำอางที่เชื่อถือได้ควรจะระบุวันเดือนปีที่ผลิต รวมถึงวันหมดอายุของผลิตภัณฑ์เอาไว้ด้วย

สำหรับวิธีตรวจสอบความเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางเบื้องต้นนั้นสามารถตรวจสอบได้จากการสังเกตุสีและกลิ่นหากเครื่องสำอางว่ามีการเปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนสี หรือเปลี่ยนกลิ่น ที่ผิดปกติไปหรือไม่ ถ้ามีให้ทิ้งทันที เนื่องจากแสดงว่าเครื่องสำอางนั้นเสื่อมสภาพแล้ว เกี่ยวกับเรื่องนี้ สาว ๆ ต้องมีการสังเกตด้วยตัวเองว่าเครื่องสำอางที่ใช้อยู่นั้นหมดอายุหรือยัง วันนี้จึงจะมาแนะนำเกี่ยวกับวิธีการสังเกตุสภาพเครื่องสำอางหลัก ๆ ที่เรามักจะใช้เป็นประจำ ดังต่อไปนี้

5.2

1.มาสคาร่า ส่วนใหญ่จะเสื่อมสภาพภายใน 3 เดือน นับจากเปิดบรรจุภัณฑ์ เนื่องจากจะมีแบคทีเรียไปสะสมอยู่ตรงบริเวณแปรงปัดขนตา และจะมีเมื่อระยะเวลาผ่านไปเนื้อมาสคาร่า ก็จะจับตัวกันเป็นก้อน เวลาปัดขนตาก็อาจจะทำให้เป็นก้อนติดอยู่ที่ขนตา ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าเนื้อครีมแข็งตัวหรือเป็นก้อนมากผิดปกติก็ควรหยุดใช้และทิ้งทันที

2.รองพื้น หากเป็นชนิดเหลว จะหมดอายุภายใน 1 ปีหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีที่เปลี่ยนไป มีลักษณะคล้ายตกตะกอน มีการแบ่งชั้นระหว่างชั้นน้ำมันและเนื้อครีม โดยเราสามารถยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้นได้โดยปิดฝาให้สนิทแล้วเก็บรักษาไว้ในตู้เย็น

3.แป้งฝุ่นทาหน้าหรือบลัชออน จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีที่เปลี่ยนไป เนื้อแป้งจะไม่ประสานกัน เมื่อทาลงบนผิวหน้าแล้ว จะไม่เป็นเนื้อเดียวกับผิว โดยสามารถยืดอายุการใช้งานด้วยการใช้แปรงปัดแทนการใช้นิ้วมือสัมผัสโดยตรง

4.อายไลเนอร์ ส่วนใหญ่จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะถ้าหากเป็นอายไลเนอร์ชนิดน้ำจะมีอายุเพียงแค่ 3-6 เดือนเท่านั้นหลังจากเปิดใช้ ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไป

5.ลิปสติก ลิปสติกเป็นไอเทมที่สาวๆ ซื้อมาครอบครองเป็นกรุไม่น้อยเลยทีเดียว และจะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก โดยเฉพาะแบบจิ้มจุ่มจะเสื่อมสภาพเร็วเพราะง่ายต่อการสะสมของแบคทีเรียที่หัวแปรงจุ่ม ถ้ามีการเสื่อมสภาพจะมีสีและกลิ่นที่เปลี่ยนไปซึ่งจะสังเกตถึงความผิดปกติได้ง่ายสำหรับลิปสติก โดยเราสามารถยืดอายุการใช้งานของลิปสติกให้นานขึ้นโดยปิดฝาให้สนิทแล้วเก็บไว้ในตู้เย็น

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางการประเมินในเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าจะให้แน่นอนและปลอดภัยจริง ๆ ก็ควรจะเลือกซื้อเครื่องสำอางยี่ห้อที่น่าเชื่อถือ มีบ่งชี้ถึงวันผลิตและวันหมดอายุอย่างชัดเจน มี อย. รับรอง และไม่ควรซื้อมาเก็บไว้ในปริมาณมาก รวมถึงถ้าผลิตภัณฑ์หมดอายุแล้วก็ควรทิ้งไป อย่าเก็บไว้ใช้ต่อเพียงเพราะเสียดาย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ผลที่ได้รับไม่คุ้มค่าแน่ ๆ เพราะนอกจากผิวหน้าจะพังแล้ว คุณยังต้องเสียเงินไปกับค่ารักษาอีกด้วย เผลอๆ แพงกว่าค่าเครื่องสำอางที่คุณเสียดายจนไม่ยอมทิ้งเสียอีก

มาแต่งหน้าลดอายุกันเถอะ

ทุกวันนี้ การแต่งหน้าถือเป็นกิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงสมัยนี้ เรียกได้ว่า ถ้าต้องออกไปข้างนอกบ้านหรือต้องออกไปพบปะผู้คน ถ้าไม่ได้แต่งหน้าแล้วล่ะก็จะรู้สึกขาดความมั่นใจกันเลยทีเดียว แต่น้อยคนที่จะคิดว่าบางครั้งการแต่งหน้าก็อาจจะเป็นการทำร้ายผิวทางอ้อมได้เช่นกัน อันเนื่องมาจากเกิดการสะสมของเครื่องสำอางค์ที่ตกค้างอยู่บนผิวหน้า ดังนั้น วันนี้จึงจะมานำเสนอเกี่ยวกับวิธีการดูแลผิวหน้าสำหรับสาว ๆ ที่รักการแต่งหน้าเป็นชีวิตจิตใจ ว่าจะแต่งอย่างไรไม่ให้หน้าดูแก่ก่อนวัย

4.1

– พักผิวหน้าบ้างก็ได้นะ ถ้าไม่ได้ออกจากบ้านไปไหน ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งหน้าหรอก เพื่อให้ผิวหน้าได้พักผ่อน ให้รูขุมขนได้มีโอกาสหายใจบ้าง เพราะจะช่วยยืดอายุหนังหน้าไปได้อีก ไม่ต้องโดนทำร้ายจากเครื่องสำอางตลอด 24 ชั่วโมง

– ลิปสติกนั้นจัดเป็นไอเท็มหลักของสาว ๆ เลยก็ว่าได้ ควรที่จะเลือกใช้ลิปสติกที่มีสีสันสดใส ไม่ควรเลือกใช้ลิปสติกสีเข้มทำให้ใบหน้าของคุณดูแก่กว่าอายุจริง สีที่แนะนำ คือ ชมพู หรือสีนู้ด และเลือกใช้ลิปสติกเนื้อออกแนวซาตินหรือกำมะหยี่ที่ให้ความรู้สึกนุ่มนวล ทำให้ริมฝีปากดูฉ่ำแต่ไม่มันเยื้ม แทนการใช้ลิปสติกเนื้อแมตต์หรือเนื้อกลอสที่มีความมันวาวสูง ก็จะทำให้ดูสวยแบบอ่อนเยาว์ไปได้หลายปีเลยค่ะ

– อายไลน์เนอร์สีเบจถ้าใช้เขียนขอบตาด้านใน จะทำให้ดวงตาดูกลมโต สดใส ไร้เดียงสาขึ้น ช่วยทำให้ใบหน้าดูสดชื่นขึ้น ลองใช้อายไลน์เนอร์แบบดินสอสีเบจเขียนขอบตาด้านในดู จะช่วยสร้างพื้นที่สีขาวของดวงตาให้ดูมีเพิ่มขึ้น เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้ดวงตาดูสดใสกลมโตขึ้น โดยไม่ต้องพึ่งบิ๊กอายส์ให้เหนื่อยใจ

Attractive Caucasian woman having make-up applied by a professional. Shallow depth of field. Focus on eye and brush tip.
Attractive Caucasian woman having make-up applied by a professional. Shallow depth of field. Focus on eye and brush tip.

– อย่ากรีดตาให้ดูคมชัดจนเกินไป ซึ่งให้ดูเป็นผู้หญิงดุ แทนที่หนุ่ม ๆ จะเข้าหา กลับกลายเป็นว่าไม่กล้าเข้าใกล้ไปซะงั้น ลองใช้แปรง หรือคอตตอนบัด ซับตรงเส้นอายไลน์เนอร์ที่ขอบตาบนซึ่งคุณเพิ่งเขียนลงไปให้ดูเบลอ ๆ ฟุ้งๆ ขึ้นเล็กน้อย เสมือนว่าเขียนแบบไม่จงใจ ความคมเข้มของเส้นที่ลดลงจะทำให้ใบหน้าดูซอฟท์และอ่อนเยาว์ลงค่ะ

– ไม่เขียนขอบปากชัดเจนจนเกินไป ช่วยลดอายุได้อีกเป็นกระบุงโกย วิธีการนี้นอกจากจะใช้ได้ดีกับเส้นอายไลน์เนอร์แล้ว ยังใช้กับเส้นลิปไลน์เนอร์หรือเส้นขอบปากได้เป็นอย่างดีอีกด้วย มีขั้นตอนง่าย ๆ ค่ะ ก็คือหลังจากเขียนขอบปากและลงลิปสติกเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้ปลายนิ้วแตะซับไปรอบ ๆ ขอบปาก เพื่อให้รอยของดินสอเขียนขอบปากดูจางลง ก็จะได้เรียวปากที่ดูนุ่มนวลเป็นธรรมชาติสุด ๆ หลักการคือ อย่าให้เห็นเส้นขอบปากชัดเกินไปนั่นเอง ทำเส้นขอบปากให้ดูกลืนๆกับผิวโดยรอบเข้าไว้ ก็จะช่วยลดอายุได้อีกเยอะ

4.2

– ไม่ควรทาอายแชโดว์ที่ผสมชิมเมอร์มากเกินไป เพราะอาจทำให้ดวงตาดูบวมและคล้ำกว่าเดิมและ ดูระยิบระยิบเว่อร์ ออกแนวนางเอกลิเกไป

– การทารองพื้นก็เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ เลยนะคะคุณสาว ๆ ว่าจะทาอย่างไรให้ออกมาดูดี ไม่วอกจนได้ฉายาเจ๊หน้าขาวคอดำ ก็ควรเลือกใช้ครีมรองพื้นที่มีเนื้อบางเบา ให้ความปกปิดดูเนียนเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ การเลือกรองพื้นผิดจะทำให้ผิวของคุณดูแก่ขึ้นได้มาก ถ้าเลือกไม่ดีไม่เข้ากับสีผิวนอกจากจะไม่ช่วยปกปิดแล้วยังทำให้ริ้วรอยที่มีอยู่ถูกเน้นให้เห็นเด่นชัดกว่าเดิมเข้าไปอีก การลงรองพื้นที่หนาเกินความพอดี ถ้าตบแป้งลงไปก็จะดูแห้ง ๆ แตก ๆ เนื้อครีมไม่ผสานกับผิวหน้า ผิวก็ดูไม่มีน้ำมีนวลเป็นธรรมชาติ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วก้ควรเปลี่ยนมาใช้รองพื้นเนื้อบางเบาแทน เพื่อที่จะได้แต่งหน้าให้เป็นในลุคใส ๆ สบาย ๆ ไม่ใช่แต่งออกมาแล้ว เมื่อเวลาฉีกยิ้มที แป้งแตกระแหงร่วงหลุดออกมาให้ช้ำใจซะเปล่า ๆ

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้นที่หยิบยกขึ้นมาให้สาว ๆ ได้ลองนำไปปฏิบัติกันดูตามความเหมาะสม แต่ละคนก็อาจมีเทคนิคหรือวิธีการที่แตกต่างกันออกไป แต่สุดท้ายจุดมุ่งหมายหรือผลลัพท์ที่ต้องการเหมือน ๆ กันคือ ความสวยงามของใบหน้าอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด แต่ก็อย่าลืมให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผิวหน้ากันด้วยนะคะ

เทคนิคเสริมในการแต่งหน้า อยากสวยไม่มีสะดุด..ห้ามพลาด!

สำหรับสาว ๆ ที่รักการแต่งหน้านั้น วันนี้เรามีวิธีการแต่งหน้าที่ถือเป็นเทคนิคที่ช่วยเสริมในการแต่งหน้าอีกขั้นหนึ่ง เพื่อช่วยให้การแต่งหน้ามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนอกเหนือไปจากการแต่งหน้าแบบปกติ เนื่องจากว่าองค์ประกอบของใบหน้าแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีจุดเด่นและข้อบกพร่องบนใบหน้าที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะข้อบกพร่องที่จำเป็นต้องอาศัยเทคนิคเสริมในการแต่งหน้า เพื่อช่วยในการอำพรางทำให้ใบหน้ามีความสวยอย่างสมบูรณ์แบบภายหลังจากผ่านการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้าแล้ว ซึ่งก็มีวิธีการง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

3.1

การลงครีมรองพื้นอันดับแรกแต้มครีมรองพื้น 5 จุด บริเวณหน้าผาก จมูก แก้ม 2 ข้าง และคาง หลังจากนั้นเกลี่ย    ครีมให้ทั่วใบหน้าจนเนียนเรียบ และหากคุณสาว ๆ ต้องการลงรองพื้นแบบเบาบาง ก็สามารถใช้ฟองน้ำเกลี่ยเนื้อครีมได้ สำหรับการจับฟองน้ำที่ถูกต้องคือ ให้ใช้นิ้วกลางเป็นแกนหลัก ในการกดฟองน้ำให้สัมผัสกับผิวหน้า ในลักษณะคล้ายกับสปริง กดซับให้ทั่วใบหน้าจนกว่าจะเนียนเรียบ แต่หากต้องการการปกปิดแบบมีประสิทธิภาพให้ใช้นิ้วมือในการเกลี่ย ซึ่งเราสามารถเลือกวิธีการได้ตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล3.2

การลงไฮไลท์…ให้ใช้ครีมรองพื้นที่ใช้ทาบริเวณรอบดวงตาชนิดแท่ง ที่มีสีอ่อน ลากเส้นไปตามบริเวณที่ต้องการเสริมให้โดดเด่น ได้แก่ ใต้ดวงตาที่อาจจะลงเพื่อปกปิดรอยคล้ำ สันจมูก โหนกคิ้ว ร่องแก้ม และคาง โดยใช้ปลายนิ้วกลางหรือนิ้วนางในการเกลี่ย เนื่องจากจะมีสัมผัสที่เบา โดยให้เกลี่ยเนื้อครีมเบาๆ จนกระทั่งเนื้อครีมเรียบกลมกลืนไปกับผิว ทั้งนี้ปลายนิ้วยังมีคุณสมบัติในเรื่องของความอบอุ่น และยังช่วยลดปัญหาการที่ทารองพื้นแล้วเป็นคราบได้ดี

3.3

การทาแป้งฝุ่นใช้พัฟฟ์แตะแป้งฝุ่นแล้วนำมากดซับบนใบหน้าให้ทั่ว โดยใช้นิ้วกลางเป็นตัวลงน้ำหนักเพียงเบาๆ หากต้องการลงแป้งผุ่นแบบเบาบาง ให้ใช้พู่กันปลายใหญ่จุ่มแป้งฝุ่น เคาะแปรงเพื่อให้แป้งส่วนเกินหลุดออก ปัดให้ทั่วใบหน้าแทนการใช้พัฟฟ์ หลังจากลงแป้งฝุ่นเรียบร้อยแล้ว ให้ใช้พู่กันปลายใหญ่ปัดแป้งฝุ่นส่วนเกินออกให้หมดทุกครั้ง การลงแป้งฝุ่นควรลง 2 สี เพื่อเสริมสร้างมิติบนใบหน้าให้ดูเด่นชัดมากขึ้น คือ ใช้แป้งฝุ่นสีอ่อน บริเวณกึ่งกลางใบหน้าหรือจุดที่มีการลงไฮไลท์ตามด้วแป้งฝุ่นสีเข้ม สีกลางๆ บริเวณกรอบหน้าหรือจุดที่มีการเฉดดิ้ง

การเขียนคิ้วควรกันคิ้วให้ได้รูปก่อนเขียนคิ้วทุกครั้งเริ่มเขียนจากหัวคิ้วไปจนถึงหางคิ้วโดยให้ส่วนหัวคิ้วตรงกับหัวตา จุดสูงสุดของคิ้ว ตรงกับขอบตาดำด้านนอก และความยาวของคิ้วให้ใช้พู่กันวางทาบจากปีกจมูกผ่านหางตาขึ้นมาใช้พู่กันปลายตัดแต้มที่ทาตาแบบฝุ่นสีเดียวกับดินสอบเขียนคิ้วเกลี่ยทับเส้นคิ้ว โดยให้หัวคิ้ว สีอ่อนกว่าหางคิ้วเกลี่ยให้สีจากดินสอเขียนคิ้วเป็นเนื้อเดียวกันกับที่ทาตาแบบฝุ่นให้เป็นธรรมชาติที่สุด สิ่งสำคัญคือ ไม่ควรเขียนคิ้วให้มีความยาวมากเกินไป รวมถึงไม่ควรลงสีคิ้วจนเข้มเกินไป

วิธีแต่งหน้าอย่างถูกต้องสำหรับผู้หญิงยุคใหม่

การแต่งหน้าสำหรับสาว ๆ หลายคนการแต่งหน้าถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่สำคัญยิ่งในชีวิต เรียกว่าถ้าไม่แต่งเนี่ย ถึงกับออกจากบ้านแบบไร้ความมั่นใจกันเลยทีเดียว อย่างตัวผู้เขียนเอง เมื่อก่อนไม่เคยกันคิ้วหรือเขียนคิ้วเลย ปล่อยให้หนาแหมือนมีสาหร่ายมาแปะไว้ แต่ก็มีหลายคนที่แต่งหน้าในแบบผิด ๆ  ก็มีที่หลงคิดว่าการแต่งหน้าแบบจัดเต็ม มีเครื่องสำอางอะไรก็ประโคมลงไปบนผิวหน้าแบบไม่บันยะบันยังกันเลย ไม่มีเทคนิคในการแต่งหน้าใด ๆ มาช่วยเสริมเพราะเชื่อมั่นแบบผิด ๆ ว่า ฉันสวย แต่พวกเธอเหล่านั้นกำลังคิดผิด

2

เชื่อไหม สาวๆบางคนไม่รู้ว่าการ แต่งหน้า  ด้วยเครื่องสำอางที่มีชิมเมอร์ที่ระยิบระยับ ซึ่งก็ไม่ได้เหมาะกับผิวของทุกคน หรือแม้แต่ วิธีการเลือกสีรองพื้นให้เหมาะกับสีผิวตนเอง ที่สาวๆ บางคนยังเลือกไม่เป็น ซื้อมาลองผิดลองถูก เห็นแล้วชอบ ก็ซื้อ แต่รู้หรือไม่ว่า ผิดถนัด วันนี้จึงจะมานำเสนอกฎเหล็กในการแต่งหน้า ที่อยากให้จดจำไว้เป็นกฎพื้นฐานสำหรับการแต่งหน้าเลยก็ว่าได้ เพราะทั้งหมดนี้ ถ้านำไปใช้ปฏิบัติแล้วล่ะก็ จะเพิ่มเสน่ห์ในตัวสาว ๆ ได้มากเลยทีเดียว

1.ทดสอบสีของครีมรองพื้นนั้นโดยการลองแต้มที่หลังมือ จะได้สีที่ใกล้เคียงกับสีผิวมากที่สุด ทาแล้วไม่หลอกตา ซึ่งสาว ๆ หลายคนยังเข้าใจผิดว่าต้องทดสอบกับผิวหน้า

2.การแต่งหน้าที่ถูกต้องนั้นต้องเริ่มจากการลงครีมรองพื้นก่อน แล้วค่อยตามด้วย คอนซีลเลอร์เพื่อปกปิดจุดบกพร่องบนใบหน้า

3.ใช้แปรงในการลงรองพื้นจะต้องใช้แปรง โดยค่อย ๆ จุ่มลงไปที่ผิวหน้าที่ละนิด ไม่ใช่การปาดแบบไร้ทิศทาง

4.การใช้คอนซีลเลอร์ในการปกปิดรอยสิว หรือจุดด่างดำบนใบหน้า ควรหลีกเลี่ยงการใช้สีเดียวกับใต้ตา เพราะคอนซีลเลอร์ที่ใช้สำหรับทาใต้ตา ควรมีสีสว่างกว่าผิว

5.การลงคอนซีลเลอร์ใต้ตา อย่าปาดครีมในลักษณะเป็นครึ่งวงกลมบริเวณใต้ตา ให้ทาแนวลงเป็นสามเหลี่ยมหัวคว่ำ

6.สาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน แนะนำให้ใช้แป้งเค้กอัดแข็งแบบไม่ผสมครีมรองพื้น เนื่องจากจะควบคุมความมันได้ดีกว่าแป้งฝุ่น

7.สาวๆ ที่มีผิวหน้ามัน ควรหลีกเลี่ยงการใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ชนิดครีม ให้เปลี่ยนมาใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แบบเจลจะดีกว่า

8.ควรเขียนคิ้วและตกแต่งรูปคิ้วให้ดูเป็นธรรมชาติ อย่าใช้แค่ดินสอเขียนอย่างเดียว ควรใช้แปรงเกลี่ยให้ดูฟุ้งๆหน่อย จะได้สีคิ้วที่เป็นธรรมชาติขึ้น และไม่ควรเขียนคิ้วให้หนาจนเกินไปนักหรือทาจนเข้ม เพราะจะทำให้ดูเหมือนปลิงเกาะอยู่ที่หน้าผากมากกว่า

9.การปัดแก้ม ไม่ควรปัดในลักษณะเป็นวงกลม เพราะจะออกแนวตลกมากกว่าสวย ควรปัดในลักษณะเฉียง ๆ ตามแนวของโหนกแก้ม เพื่อให้หน้าดูเรียว

ไม่ยากใช่มั้ยคะในการที่จะนำไปปฏิบัติสำหรับสาวยุคใหม่อย่างเรา ๆ อย่าอาศัยความเชื่อที่ผิด ๆ จนทำให้พลาดในเรื่องของการแต่งหน้าอย่างมหันต์ เน้นการแต่งหน้าที่เป็นธรรมชาติจะดีกว่า ดูไม่หลอกตา และต้องมีเทคนิคในการแต่งหน้าเพื่อปกปิดจุดบกพร่องบางประการบนใบหน้าของเรา อาศัยทั้งศาสตร์และศิลป์ในการแต่งแต้มสีสันบนใบหน้า ดั่งภาษิตที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง และก็เชื่อว่าถ้าได้แต่งหน้าตามวิธีการที่ถูกต้องจริง ๆ ก็จะช่วยเสริมสร้างเสน่ห์แห่งความเป็นหญิงได้ไม่มากก็น้อย

ผู้หญิงอย่าหยุดสวย

มีใครเคยกล่าวไว้ว่า เป็นผู้หญิงอย่าหยุดสวย ในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งขอยืนยันเลยว่า คำกล่าวนี้เป็นความจริง เคยลองถามผู้ชายหลาย ๆ คน ว่าระหว่างผู้หญิงสวยกับผู้หญิงไม่สวยจะเลือกมองใครก่อน ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ขอมองผู้หญิงสวยก่อน อย่าว่าแต่ผู้ชายเลย แม้แต่ผู้หญิงเองก็เถอะก็ยังชอบมองผู้ชายหน้าตาดี ในเรื่องของการทำงานก็เช่นกัน ผู้หญิงที่ไปสมัครงานและสัมภาษณ์งาน ส่วนใหญ่ผู้ถูกเลือกจะเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดูดี บุคลิกภาพดี พูดง่าย ๆ ก็คือโดยภาพรวมต้องดูดี ฝีมือค่อยมาฝึกปรือกันทีหลัง พอได้ยินแบบนี้แล้ว ผู้หญิงไม่สวยก็อาจจะรู้สึกใจเสียขึ้นมาทันที คิดว่าคงไม่มีที่ยืนในสังคมแน่ ๆ ก็อยากจะบอกว่าอย่าเพิ่งท้อใจ เพราะในปัจจุบันนี้ มีวิธีการและเครื่องมือมากมายที่จะปรับปรุงรูปร่างหน้าตาให้สวยขึ้น ง่ายสุดเลยก็คือ การแต่งหน้า มันช่วยได้จริง ๆ ลองนึกภาพกันดู ถ้าผู้หญิงหน้าตาซีดเซียวคนหนึ่ง มีสีสันแต่งแต้มบนใบหน้า ก็คงจะดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา หรือผู้หญิงที่มีจุดบกพร่องบนใบหน้า ก็สามารถอำพรางได้โดยอาศัยการแต่งหน้า

1

อย่างตัวผู้เขียนเอง สมัยเรียนจบมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ หน้าตาก็กลาง ๆ ไม่สวยและไม่ขี้เหร่ ไม่เคยสนใจในเรื่องการแต่งหน้าเลย ก็แค่ทาครีม แล้วทาทับด้วยแป้งฝุ่นที่เป็นกระป๋อง ทาลิปสติกสีอ่อน ๆ ดูใส ๆ เด็ก ๆ แบบเพิ่งเรียนจบ จนอยู่มาวันหนึ่งมีนัดสัมภาษณ์งาน ก็เห็นผู้สัมภาษณ์งานคนอื่น ๆ แต่งหน้าแต่งตัวกันมาแบบฟูลอ๊อฟชั่นกันเลยทีเดียว วินาทีนั้น รู้สึกตัวเองตัวเล็กเหมือนมดที่หลงเข้ามาอยู่ในฝูงช้าง รู้สึกถึงความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด ดูพวกเธอเหล่านั้นมีออร่า สรุป งานนั้นสัมภาษณ์ไม่ผ่าน จริง ๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าที่ไม่ผ่านเป็นเพราะความสามารถไม่ถึงหรือว่าความสวยไม่ถึง แต่ที่แน่ ๆ หลังจากวันนั้นก็เริ่มปฏิวัติตัวเองใหม่ เริ่มศึกษาเกี่ยวการแต่งหน้า การแต่งตัวอย่างจริงจัง จนมีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทแห่งหนึ่ง ก็อาศัยความรู้ที่ได้ทำการศึกษามาเกี่ยวกับการแต่งหน้า แต่งตัว เพื่อปรับปรุงบุคลิกภาพให้ดูดีขึ้น จัดการแปลงโฉมตัวเองให้สวยตามแบบฉบับของตัวเอง

แต่ความสามารถในการแต่งก็คงยังไม่ถึงระดับ Professional หรอก แต่ก็เสริมสร้างความมั่นใจขึ้นมาบ้าง เมื่อไปถึงบริษัทและนั่งรอการสัมภาษณ์งาน ก็แอบมองผู้เข้าร่วมการสัมภาษณ์อีกคน ก็ทำให้นึกถึงตัวเองเมื่อครั้งไปสัมภาษณ์งานครั้งแรก เพราะเธอคนนี้ไม่ได้แต่งหน้า แต่งตัวมา ชุดที่สวมใส่ก็ดูเหมือนไม่ผ่านการรีดมา มองเผินๆ เหมือนไม่ตั้งใจมาสัมภาษณ์งานเลย วันนั้นบริษัทก็เรียกสัมภาษณ์งานแค่ 2 คนเท่านั้น ผลสรุปก็คือ ตัวผู้เขียนผ่านการสัมภาษณ์งาน ได้รับคัดเลือกให้เข้าทำงาน แต่ตัวผู้เขียนเองก็ได้ปฏิเสธบริษัทนั้นไปเนื่องจากไม่สามารถยอมรับเงื่อนไขบางประการได้ และหลังจากนั้นก็มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์งานที่บริษัทอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ก็มีหลายแห่งที่ตอบรับ และสุดท้ายก็เลือกบริษัทที่เหมาะสมกับตนเองที่สุด

ซึ่งสิ่งที่ได้รู้ก็คือ การแต่งหน้าทำให้ชีวิตเปลี่ยน เปลี่ยนจากที่เมื่อก่อนเป็นฝ่ายที่ถูกเลือกอย่างเดียว แต่พอเริ่มแต่งหน้า เริ่มดูแลการแต่งตัว เริ่มปรับปรุงบุคลิกภาพตนเอง ก็กลายเป็นฝ่ายเลือกบ้าง สามารถเลือกบริษัทที่จะเราจะร่วมงานได้ จึงอยากให้ผู้หญิงทุกคน อย่ามองข้ามความสวยงามของตัวเอง อย่าท้อแท้ว่าตัวเองไม่สวยแต่งไปก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น กล้าที่จะลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อได้ทำแล้วความมั่นใจก็จะตามมา ดังนั้น ผู้หญิงทุกคนจงอย่าหยุดสวยนะคะแล้วคุณจะพบว่ามันคุ้มค่ามากที่สุดที่ได้ทำเพื่อตัวเองขนาดนี้